ปลาไหล การเลี้ยงปลาไหล และวิธีจับปลาไหล

2409

ปลาไหล หรือ ปลาไหลนา (Swamp eel) จัดเป็นอาหารพื้นบ้านที่นิยมรับประทานมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชาย เนื่องจากมีเนื้อแน่น เนื้ออร่อย และเป็นที่หายาก โดยมีเมนูที่นิยม ได้แก่ ต้มปลาไหลหรือเรียกต้มเปรต และผัดเผ็ดปลาไหล เป็นต้น

advertisement

ปัจจุบัน ปลาไหลนาเริ่มมีการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายมากขึ้น 1 กิโลกรัม จะมีราคาประมาณ 100-250 บาท เลยทีเดียว ทั้งนี้ ปลาไหลนาจากบ่อเลี้ยงกับปลาไหลนาที่จับได้จากธรรมชาติจะมีราคาแตกต่างกัน โดยปลาไหลนาจากธรรมชาติจะมีราคาสูงกว่ามาก เพราะคนเราเชื่อว่าเป็นปลาไหลตามธรรมชาติที่ไม่กินของสกปรกหรือซากสัตว์เปื่อยเหมือนในบ่อเลี้ยง

• ชั้น : Actinopterygii
• อันดับ : Synbranchiformes
• วงศ์ : Synbranchidae
• สกุล : Fluta, Monopterus

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Monopterus albus Zuiew หรือ Fluta alba
• ชื่อสามัญ :
– Swamp eel
– Rice field eel
– Asian swamp eel
• ชื่อเรียกท้องถิ่น :
– ปลาไหล
– ปลาไหลนา
– ปลาไหลทุ่ง
– ปลาไหลบึง

การแพร่กระจาย และการดำรงชีพ
ปลาไหลนา เป็นปลาที่พบได้ในแถบประเทศอบอุ่นทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้โดยเฉพาะไทย และประเทศเพื่อบ้าน ซึ่งสามารถพบได้ตามทุ่งนา สระน้ำ อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำทุกแห่ง

ปลาไหลนา เป็นปลาที่อาศัยได้ทั้งในน้ำ และโคลนตม แต่ไม่มีชีวิตรอดได้ในดินแห้งที่ขาดน้ำ ซึ่งแบ่งช่วงการดำรงชีพออกเป็น 2 ช่วง คือ
1. ฤดูแล้ง
ในฤดูแล้ง บริเวณสระ ทุ่งนา หรือแหล่งน้ำขังบางพื้นที่มักไม่มีน้ำ เป็นเพียงบ่อที่แห้งขอด แต่จะมีก้นบ่อที่ด้านล่างมักเป็นโคลนตม ซึ่งจะเป็นที่หลบอาศัยของปลาไหลจนกว่าจะถึงฤดูฝน ทั้งนี้ ก่อนที่น้ำจะลดจนแห้ง ปลาไหลนาจะขุดรู และมุดตัวเองลงที่ชั้นโคลนตมด้านล่าง ซึ่งสามารถขุดรูได้ลึกมากกว่า 1 เมตร ทั้งนี้ ช่วงนี้ จะอาศัยกินโคลนตมที่มีซากเน่าเปื่อยของพืช และสัตว์ประทังให้มีชีวิตรอด
2. ฤดูฝน
ในฤดูฝน ปลาไหลนาจะออกหาอาหาร และแหล่งวางไข่ ซึ่งจะว่ายน้ำไปในแหล่งน้ำใหม่ เช่น บริเวณทุ่งนาหรือพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง ซึ่งจะมีการออกหาอาหารหรืออพยพเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่มีการวางไข่ และกินอาหารจนร่างกายเติบโตมากขึ้น

ลักษณะทั่วไป
ปลาไหลนามีลำตัวคล้ายงู มีช่องเหงือกบริเวณใต้ส่วนหัว ลำตัวมีหนัง ไม่มีเกร็ด คล้ายกับหนังปลาดุกที่เป็นแผ่นหนังบางๆ แต่เหนียวลื่นหุ้ม ผิวหนังลำตัวมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลือง ผิวส่วนท้องมีสีจางกว่าด้านหลัง ส่วนหัวมีริมฝีปากบนหนา และยื่นเลยริมฝีปากล่าง ปากมีขากรรไกรแข็งแรง มีฟันขนาดเล็กบนขาไกรกรร ตา 2 ข้าง มีขนาดค่อนข้างเล็ก

ปลาไหลนา

ลำตัวไม่มีครีบ ทั้งครีบหู และครีบท้อง ส่วนครีบหาง และครีบก้นลดรูปรวมกันกลายเป็นส่วนหาง ภายในลำตัวไม่มีก้าง แต่มีกระดูกสันหลัง 98-188 ข้อ ขึ้นอยู่กับอายุของปลาไหล ขนาดลำตัวเมื่อโตเต็มวัยประมาณ 0.5 เซนติเมตร และใหญ่ได้มากกว่านี้ ส่วนความยาวลำตัวสามารถยาวได้ถึง 1 เมตร

ปลาไหล1

เพศปลาไหล
ปลาเพศผู้
– ลำตัวมีขนาดเล็ก และเรียวยาวกว่าเพศเมีย
– ช่องเพศเป็นวงขนาดเล็ก
ปลาเพศเมีย
– ลำตัวมีอ้วนป้อม และสั้น
– ช่องเพศมีลักษณะเป็นวงนูนใหญ่

อาหารปลาไหล
ปลาไหล เป็นปลาที่กินเนื้อ มีอาหารสำคัญ คือ ปู ลูกปลา ไส้เดือน ซากสัตว์ และแมลงต่างๆ แต่จะโปรดปรานมาก็จะเป็นซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย แต่หากฤดูขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะหน้าแล้ง ปลาไหลมักจะกินซากเน่าเปื่อยของใบไม้หรือดินโคลนเป็นอาหาร

การผสมพันธ์ และวางไข่
ปลาไหลนา สามารถแบ่งเป็นตัวผู้ตัวเมียด้วยอวัยวะเพศเท่านั้น โดยตัวเมียที่อยู่ในระยะเจริญพันธุ์เท่านั้นจึงจะพบรังไข่ได้ เพราะในช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์จะไม่สามารถแยกแยะเพศปลาไหลได้ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 8-30 สัปดาห์ ก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และรังไข่ของปลาไหลตัวเมียจะเจริญเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างจะลีบฝ่อ ทั้งนี้ ปลาไหลนามีช่วงฤดูวางไข่ตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม แต่จะวางไข่มากในช่วงต้นฤดูฝนจนถึงกลางฤดูฝนหรือถึงช่วงประมาณเดือนสิงหาคม

เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ปลาไหลนาจะขุดรูบริเวณรูเดิมที่เป็นดินเหนียวลึกเพื่อเข้าไปวางไข่ ซึ่งมักเป็นขอบสระ ขอบแม่น้ำ รวมถึงเข้าวางไข่ในโพรงไม้บริเวณน้ำตื้น

ไข่ปลาไหลจะมีลักษณะทรงกลม สีเหลืองอ่อน ขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร เป็นไข่ชนิดจมน้ำ และไม่มีสารเหนียวคลุมไข่ โดยแม่ปลาไหล 1 ตัว จะวางไข่ประมาณ 100-1000 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปลาไหล

หลังจากวางไข่แล้ว แม่ปลาไหลนาจะคอยดูแลไข่อย่างใกล้ชิดภายในรู และจะออกหากินบ้างบริเวณใกล้ อย่างไม่ทิ้งห่าง โดยแม่ปลาไหลมีพฤติกรรมการอมไข่ และพ่นไข่ใส่หวอด ทั้งนี้ ไข่ปลาไหลจะฟักเป็นตัวภายใน 7 วัน โดยหลังจากลูกปลาไหลฟักออกจากไข่แล้ว ลูกปลาไหลจะยังอยู่ในโพรงดินหรือรังต่อ แต่เมื่อไข่แดงยุบตัวแล้ว หรือประมาณ 7 วัน หลังการฟัก ลูกปลาไหลจึงว่ายออกมานอกรัง

การเลี้ยงปลาไหล
การเพาะขยายพันธุ์
คัดเลือกปลาไหลพ่อพันธุ์ ขนาดตั้งแต่ 300 กรัม ขึ้นไป หรือลำตัวยาวตั้งแต่ 50 เซนติเมตร ขึ้นไป ส่วนแม่พันธุ์คัดเลือกขนาดตั้งแต่ 150 กรัม ขึ้นไป หรือความยาวตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ขึ้นไป นำปล่อยเพาะให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติในบ่อเพาะพันธุ์ ในช่วงการเพาะตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม อัตราการปล่อยตัวผู้ต่อตัวเมียที่ 1:3 และให้อาหารเป็นปลาขนาดเล็กหรือไส้เดือน วันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็น ปริมาณการให้ที่ร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัวปลาไหลทั้งหมด ทั้งนี้ ให้เปลี่ยนถ่ายน้ำในทุกๆ 10 วัน

การวางไข่ของปลาไหลอาจวางในท่อ PVC หรือ ขุดรูในดินเหนียว ซึ่งหากวางไข่แล้วก็จะสังเกตเห็นหวอดเป็นฟองอากาศสีขาวอมเหลือง

บ่อเพาะพันธุ์ เป็นบ่อที่ก่อด้วยอิฐ สูงประมาณ 1 เมตร ขนาดบ่อ 2×2 เมตร พื้นบ่อด้วยปูน และเทด้วยดินเหนียวปริมาณ 1 ใน 2 ส่วน ความสูงของดินเหนียวประมาณ 20 เซนติเมตร และปล่อยให้น้ำท่วมเหนือดินประมาณ 20 เซนติเมตร พร้อมใส่ท่อ PVC สำหรับให้ปลาไหลหลบอาศัย 1-2 ท่อ

การอนุบาลลูกปลาไหล
หลังจากที่ลูกปลาไหลฟักออกแล้ว 3-5 วัน ให้เริ่มให้อาหารด้วยไข่ต้มบด และไรแดง 2 ครั้ง/วัน เช้า และเย็นเป็นเวลา 2 อาทิตย์ หลังจากนั้น จึงให้อาหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น หนอนแดง หรือ ไส้เดือนขนาดเล็ก นาน อีก 1 เดือน จึงพร้อมปล่อยเลี้ยงในบ่อต่อไป

การเลี้ยงปลาไหลรุ่น
บ่อสำหรับเลี้ยงปลาไหลรุ่นสามารถทำบ่อได้ตั้งแต่ขนาด 2×4 เมตร ถึง 5×10 เมตร บ่อสูงประมาณ 1 เมตร ก้นบ่อทีปูนหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร รองพื้นก้นบ่อด้วยโคลนตม หนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร และใส่ฟางข้าวหรือหยวกกล้วยประมาณครึ่งบ่อ พร้อมท่อ PVC 3-5 ท่อ/บ่อ ก่อนใส่น้ำท่วมสูงในระยะลงไปจากขอบบ่อ ไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร

ปลาไหลรุ่นที่ใช้ปล่อยเลี้ยงสามารถปล่อยได้ตั้งแต่ขนาดยาว 5 เซนติเมตร ขึ้นไป หรืออนุบาลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 เดือน อัตราการปล่อยประมาณ 20-50 ตัว/ตารางเมตร

สำหรับอาหารจะให้เป็นปลาสับ เนื้อไก่สับ หรืออาหารอื่นๆที่เป็นเนื้อราคาถูก รวมถึงอาหารที่หาได้ตามท้องถิ่น เช่น ไส้เดือน เป็นต้น ความถี่การให้ วันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็น เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 6-8 เดือน จะได้ปลาไหลขนาด 3-4 ตัว/กิโลกรัม

วิธีจับปลาไหลนาตามธรรมชาติ
1. การวางกับดัก
การวางกับดักนิยมทำในช่วงฤดูฝนหรืออาจเป็นฤดูแล้งที่ใช้วางตามสระน้ำก็ได้ โดยการใช้กับดักที่ทำจากท่อไม้ไผ่ ขนาดยาว 2 ข้อ หรือ ท่อ PVC ขนาด 2นิ้วครึ่ง โดยด้านข้างลำไม่ไผ่หรือท่อจะเจาะรูเล็กๆโดยรอบ 3-5 รู ส่วนปากท่อด้านหนึ่งใส่ตะแกรงให้ปลาไหลมุดเข้าได้ แต่มุดออกไม่ได้ และท้ายจะปิดตายสนิท

ขั้นตอนการวางกับดักจะใช้เหยื่อ ได้แก่ ไส้เดือน ปูตาย หอย หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ เทใส่ในกระบอกไม้ไผ่หรือท่อ PVC ก่อนจะจุ่มนอนใต้น้ำ พร้อมปักหลักยึดไว้ หลังจากนั้น ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน ตอนเช้าตรู่ค่อยมาเก็บกับดัก

2. การวางเป็ด
การวางเป็ดจะมี 2 รูปแบบ คือ
– การวางเป็ดริมขอบสระหรือคันนา โดยใช้เป็ดที่ทำคันด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจะใช้ปักลงดิน ส่วนตัวเป็ดจะเสียบด้วยเหยื่อ คือ ไส้เดือน ซึ่งจะได้ผลดี เพราะปลาไหลชอบมาก
– การวางเป็ดในรูปลาไหล ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลมากถึง 100% แต่ต้องใช้ความชำนาญในการหารูปลาไหลให้เจอก่อน จากนั้น จะใช้เป็ดที่นิยมใช้เอ็นหรือเชือกเบอร์ใหญ่เป็นสาย ก่อนจะเสียบเหยื่อด้วยไส้เดือน และหย่อนตะขอเป็ดที่เสียบเหยื่อแล้งลงรูปลาไหล ทั้งนี้ ปลาเอ็นหรือเชือกอีกด้านให้มัดกับไม้ และเสียบไว้ข้างรูให้แน่น หลังจากนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงมาดูเป็ด

หากเอ็นหรือเชือกตึงแน่น แสดงว่า ปลาไหลกินเป็ดแล้ว หลังจากนั้น จึงค่อยขุดตามรู และสายเอ็นไปหาตัวปลาไหล ทั้งนี้ อาจใช้วิธีดึงเชือกแทนก็ได้ แต่ควรทดลองดึงเชือกก่อน แต่หากดึงแล้วไม่ออก ก็ไม่ควรดึง เพราะอาจทำให้ตัวปลาไหลหลุดจากตะขอเป็ดหักได้ แล้วค่อยใช้วิธีขุดตามจะดีกว่า

จับปลาไหล
ขอบคุณภาพจาก http://picpost.postjung.com/145206.html

3. การขุดตามรู
การขุดตามรูมักทำในช่วงหน้าแล้งตามสระน้ำหรือแปลงนาที่แห้งแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างเหนื่อยมาก และต้องใช้ความชำนาญในการหารูปลาไหลให้เจอก่อนเช่นกัน จากนั้น ใช้เสียบหรือจอบไล่ขุดตามรูไปเรื่อยจนกว่าจะเจอตัวปลาไหล แต่บางครั้ง อาจไม่เจอปลาไหล เพราะเป็นรูร้างก็ได้

รูปลาไหลนา

4. การแทงหา
การแทงหามักทำในช่วงฤดูแล้งตามขอบสระที่มีน้ำขัง ซึ่งจะต้องใช้ความชำนาญในการหารูเช่นกัน และเมื่อพบรูแล้วค่อยใช้เหล็กแหลมที่ทำจากเหล็กเส้น ซึ่งส่วนปลายตี และผ่าให้เป็น 2 หรือ 3 ง่าม ส่วนต้นของเหล็กแหลมเชื่อมกับเหล็กท่อสำหรับจับแทงลงดิน

ขั้นตอนการแทงนั้น จะต้องใช้ความชำนาญสูงมากกว่าการหารูปลาไหล เพราะหากแทงถูกตัวปลาไหลหรือแทงถูกรากหญ้าหรือรากต้นไม้จะรู้สึกกระทุ้งมือคล้ายกัน แต่ผู้ที่ชำนาญจะรับรู้ถึงความต่างที่แทงถูกตัวปลาไหลได้ คือ หากแทงถูกตัวปลาไหลแล้วจะรู้สึกกระทุ้งมือ เมื่อดันแทงลงจะกดไม่ลง และรู้สึกนิ่ม แต่ที่สำคัญที่รู้ได้อย่างแน่ชัด คือ เหล็กแทงจะเคลื่อนที่ไปตามแรงปลาไหลที่พยายามจะหนี

ทั้งนี้ เมื่อเหล็กระทุ้งมือแล้วหากสงสัยว่าใช่หรือไม่ ห้ามถอนเหล็กขึ้นเป็นอันขาด และจะต้องกดเหล็กแทงให้ค้างไว้ และจับให้แน่น ก่อนจะค่อยกระทุ้งลงเบาๆเพื่อให้แน่ใจ

advertisement